หางานง่ายจาก App
ที่เร็วและดีกว่าเว็บ!

Tip สมัครงานให้ได้ผล

โดย : คุณ วิเชียร ชนาเทพาพร ผู้เชี่ยวชาญ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

การเลือกงาน
ก่อนจะหางานให้พิจารณาที่ความใฝ่ฝัน/เป้าหมายของชีวิตของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงมองหางานที่ตรงกับตัวเอง

ผู้สมัครบางคนเมื่อถูกถามว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร หลายคนมักตอบว่ายังไม่ได้คิด บ้างก็อยู่ระหว่างค้นหา บ้างก็ยังมองไม่ออก คำตอบเหล่านี้ ถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณจะรับเข้าทำงานหรือไม่ ? คนที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม เปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล ไร้ทิศทาง ซึ่งก็อาจ ไม่มีวันถึงฝั่งก็ได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิต การตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ก็จะไม่มั่นคง สะเปะสะปะ โลเล หาแน่นอนมิได้ นายจ้างจะฝากงาน ฝากบริษัทให้คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตดูแลได้นานสักแค่ไหน เดี๋ยวเดียวก็ถูกเหตุการณ์ซัดไปทางโน้นทีทางนี้ที อยู่ได้ไม่นานเพราะไม่มีหลักให้ยึด

ที่จริงแล้วหลายบริษัทอาจให้ความสำคัญกับคำถามนี้เป็นอันดับหนึ่งก็ได้ เพราะคนไม่มีเป้าหมายก็มักจะไม่มี Vision เพราะ Vision ที่ชัดเจน จะสร้างเป้าหมายขึ้นมาได้เอง และเหนืออื่นใดการมีเป้าหมาย หมายถึงการมีแรงขับ

ถ้าคุณมีแรงขับ ถึงแม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร คุณก็มีโอกาสถึงเป้าหมายได้ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่อยากหรือฝันที่จะยึดอาชีพนั้น ๆ

คนที่เก่งแต่ไม่มีเป้าหมาย ถ้าเจออุปสรรคเดี๋ยวก็ถอยหรือเปลี่ยนทิศเพราะขาดหลักยึด ถ้ายึดที่อารมณ์ก็เปลี่ยนได้เสมอแต่ ยึดที่เป้าหมายนั้นเปลี่ยน ยาก

ถ้าคุณมีเป้าหมายแล้วก็จะเป็นการง่ายในการกำหนดว่างานไหนควรสมัครและงานไหน ที่อย่าเสียเวลาสมัคร เพราะงานไม่ตรงกับเป้าหมายในชีวิต คุณควรจะศึกษาข้อมูลงาน นั้น ๆ ว่า ส่งเสริมเป้าหมายของชีวิตได้มากขนาดไหน ดูว่า ขอบเขตความรับผิดชอบงาน ,ความท้าทายหรือระบบ การ ทำงาน เป็นอย่างไร เพราะงานนี้อาจจะเป็นพื้นฐานที่จะก้าวไปสู่งานที่คุณใฝ่ฝันในอนาคตก็เป็นได้

นอกจากงานแล้ว คุณยังควรพิจารณาบริษัท โดยดูที่ Vision ของบริษัท , direction ในอนาคต รวมทั้งนโยบายทาง human resources เพราะนโยบายของ human resources นอกจากเป็นตัวแสดงศักยภาพของบริษัทว่ามีความเป็นมืออาชีพมากน้อยแค่ไหน แล้วยังแสดงถึง ความ เอาใจใส่ในการดูแลพนักงานด้วย และถ้าเป้าหมายของชีวิตเข้ากับงานที่สมัคร คุณเองก็จะมีวิธีการ present ตัวเองได้ดีและมีโอกาสถึงชัยชนะ ในที่สุด


การเขียน Resume
คือการเขียนประวัติบุคคลซึ่งก็มีแบบการเขียน Resume แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ตำรา แต่สิ่งที่ผู้สมัครควรจะยึดเป็นหลัก ทำด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ทำตามตำราก็คือ

1. Resume ต้องเขียนในเชิงการให้ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง อย่าถ่อมตนหรือโอ้อวด หรือใส่ความคิดเห็นลงไป

2. ควรจะให้ข้อเท็จจริงที่เป็นจุดขายของเราที่เข้ากับตำแหน่งงาน หรือลักษณะงานที่สมัครอยู่ คุณจะได้รับการสัมภาษณ์หรือไม่ อยู่ที่ตรงนี้ เป็นหนึ่ง ในประเด็นสำคัญ Resume ส่วนใหญ่จะเหมือน ๆ กัน เพราะตรงตาม Basic requirement เช่น ปริญญาตรี เกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และใบสมัครส่วนใหญ่อาจจะมาจากสถาบันเดียวกันเสียด้วยซ้ำ Resume ส่วนใหญ่ จะไม่ได้ถูกเรียกสัมภาษณ์ เพราะฉะนั้น Resume ของคุณต้องตีโจทย์ให้แตกต้องมีจุดขายจริง ๆ ทำอย่างไรให้โดดเด่นและน่าสนใจ ถ้าเป็นนักศึกษา นายจ้างมักดูจากกิจกรรม ถ้าเป็นคนที่เคยผ่านงานมา จะดูที่ประสบการณ์ที่ทำว่า น่าสนใจหรือไม่ มีผลงานไหม


จดหมายแนะนำตัว
ต่างจาก Resume คือคุณเขียนความคิดเห็น ความเชื่อ หรือความเป็นคุณที่มีจิตวิญญาณลงไปได้ แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงเหมือน Resume อย่างไรก็ตามระวังอย่าโอ้อวด ! ความแตกต่าง ของผู้สมัครแต่ละคน จะออกมาที่จดหมายแนะนำนี่แหละ เพราะฉะนั้นให้ทำให้ดีที่สุด โดยนำเสนอ ให้นายจ้างเห็น/เข้าใจว่า ทำไมถึงต้องจ้างเราแทนที่จะเป็นคนอื่น คุณอาจดีจริง น่าสนใจจริง แต่คำถามที่นายจ้างอยากจะรู้ คือคุณดีกว่าคนอื่น ที่ ประเด็นไหน ? จดหมายแนะนำตัวมีความสำคัญกว่า Resume เสียด้วยซ้ำ จงให้ความสำคัญกับมัน ถ้าคุณอยากได้งาน อย่าเอาแต่เขียนตาม ธรรมเนียม แต่ต้องเขียนให้ได้ผล


การเตรียมตัวสัมภาษณ์
คุณอยู่ในยุคที่ Technology มีการพัฒนามากขึ้น ทรัพยากรมนุษย์ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น บริษัทต่าง ๆ ต้องพยายามหาคนดี มีฝีมือมาทำงาน ในขณะ ที่ความต้องการของมนุษย์มีความซับซ้อน บริษัทก็ต้องตอบสนองมากขึ้นด้วยเช่นกัน และด้วย Technology ของ internet ทำให้ผู้สมัครเลือก บริษัท ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทก็มีผู้สมัครให้เลือกมากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต่างฝ่ายต่างต้องตรวจสอบตนเอง ปรับปรุง ตัวเองเพื่อเลือกและถูกเลือก

การสัมถาษณ์งานเป็นด่านสุดท้ายซึ่งยากที่สุด เพราะเป็นสถานการณ์ที่ต้องการ การโต้ตอบทันที การเตรียมตัวสัมภาษณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น วิธีการ เตรียมตัวคือ การให้เวลากับตัวเองพิจารณา attitude (ทัศนคติ) ของตนเองต่องาน ต่อบทบาทความเป็นลูกน้อง/เจ้านาย บทบาทต่อบริษัท ต่อเพื่อน ๆ ต่อครอบครัว คำถามที่ต้องถามตัวเอง คือ ถ้าคุณเป็นนายจ้าง คุณอยากรับคนที่มี Attitude แบบไหน นายจ้างจะรับคนที่ attitude เป็นสำคัญ เพราะเวลาทำงานจริง ทุกคนจะตัดสินใจตาม attitude ตาม the way you see and understand things ถ้า basic qualification คุณผ่าน เขาจะวัดความสำเร็จต่อไปภายหน้าด้วย atttitude ที่คุณมี

หลายคนมักจะไม่ได้งานเพราะ ego ตัวเอง ที่ทำให้มี attitude ต่อสิ่งรอบข้างผิดเพี้ยนจากที่ควรจะเป็น เช่น ภูมิใจในสถาบันตนเองเกินไป ภูมิใจใน grade ตนเองเกินไป ภูมิใจในความเป็นนักเรียนนอกเกินไป ภูมิใจในการที่ได้เป็นประธานชมรมกิจกรรมเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้ว นายจ้าง ไม่ได้มองตรงนั้นเป็นหลัก คุณจะได้คะแนนตรงนี้ถ้าคุณไม่แสดงความภูมิใจจนเกินเหตุ เพราะการทำงานอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่ได้อยู่ที่ สถาบันหรือเกรด อีกอย่างกิจกรรมในโรงเรียนกับงานจริง ๆ มันต่างกันมาก ได้ทำงานจริงแล้วจึงเข้าใจ Attitude ที่ดี คือ ego ไม่แรง จะเรียนรู้ได้เร็วและดีกว่า ถ้าคุณเป็นคนไม่มีเงื่อนไข คุณมีโอกาสได้งานมากกว่าคนอื่น


การสัมภาษณ์งาน
ให้เป็นตัวของตัวเอง คุณกำลังเลือกบริษัท และบริษัทก็กำลังเลือกคุณ คุณไม่ได้พยายามตอบให้ได้งาน คุณกำลังหางานที่เหมาะกับคุณ ถ้าคุณคิด ว่าจะพยายามตอบให้ถูก คุณจะเครียดมาก และไม่เป็นตัวของตัวเอง การสัมภาษณ์จะไม่มีคำถามที่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด มีแต่คำถามที่ให้แสดงออก ถึงความเป็นคุณออกมา ถ้าคุณพยายามตอบให้ถูก ผู้สัมภาษณ์จะรู้และจะหมดความสนใจในตัวคุณเพราะไม่อยากมานั่งเดาว่าคุณเป็นคนยังไง เพราะ ฉะนั้นผู้สมัครควรจะแสดงความเป็นตัวเองออกมาเมื่อผู้สัมภาษณ์ให้โอกาส ผู้สัมภาษณ์รู้อยู่แล้วว่าไม่มีใคร perfect การสัมภาษณ์เป็นการดู ว่า บริษัท รับคุณได้ไหม แล้วคุณรับบริษัทได้หรือไม่ attitude คุณน่าจะได้รับเลือกมากกว่าคนอื่นหรือเปล่า


พูดคุยกับทีมงาน